วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559

ข้อสอบปลายภาค

1. คำว่า จรรยาบรรณ จริยธรรม คุณธรรม ค่านิยม จารีตประเพณี กฎหมาย ให้นักศึกษาให้คำนิยาม และสรุปว่าคำเหล่านี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
                ตอบ จรรยาบรรณ หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกําหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้
                         จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม
                         คุณธรรม หมายถึง สภาพคุณงามความดี
                         จารีตประเพณี หมายถึง ประเพณีที่นิยมและประพฤติกันสืบมา ถ้าฝ่าฝืนถือว่าเป็นผิดเป็นชั่ว
                         กฎหมาย หมายถึง ระเบียบซึ่งรัฐบาลกำหนดไว้เป็นข้อบังคับ มีการลงโทษผู้ละเมิด
สรุปว่า คำเหล่านี้ เหมือนกัน เหมือนกันตรงที่ ทุกคำที่ให้คำนิยามนี้ส่วนใหญ่เป็นความประพฤติที่อยู่ในกฎระเบียบ ที่ปฏิบัติตามกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ
2. ในสังคมทุกวันนี้ กฎหมาย เข้ามาเกี่ยวข้องและมีบทบาทต่อมนุษย์อย่างไร หากไม่มีจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีกฎหมายจริงหรือที่ว่าสามารถใช้บังคับได้ สังคมทุกวันนี้สงบตามที่นักฎหมายได้บัญญัติขึ้น จงให้เหตุผลยกตัวอย่าง
       ตอบ  มนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่มากช่วยเหลือการงานซึ่งกันและกัน และเมื่อมีคนมารวมกันอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่จะเกิดความวุ่นวาย การทะเลาะเบาะแว้ง ความขัดแย้งขึ้นในสังคัม ดังนั้น มนุษย์  จึงต้องการกฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการควบคุมสังคมให้ดำเนินไปอย่างปรกติสุขนั่นเอง หากไม่มีกฏหมายมนุษย์เราที่อยู่ร่วมกันเกิดมีปัญหาจะไม่สามารถหาข้อยุติได้  เช่น กฏหมายเรื่องการสวมหมวกกันน็อค
3. พระราชบัญญัติการการศึกษา มีหลักในการจัดการศึกษาและแนวการจัดการศึกษาทำได้อย่างไร จงอธิบาย
          ตอบ  การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตาม ธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ และต้องยึดหลักนักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอนเพราะอาจจะสร้างปัญหาเชิงกฎหมายในการบังคับใช้ และการตีความ นอกจากนั้นในปรัชญาการเรียนการสอนควรหลีกเลี่ยงแนวคิดแบบสุดโด่งที่แยกขั้วระหว่างการเรียนของนักเรียน และการสอนของครู การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม
4. ในฐานะที่นักศึกษาทุกคนทราบว่าประเทศไทยขณะนี้อยู่ในช่วงปฏิวัติ นักศึกษาคิดว่าประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจาก สาเหตุอย่างไร วิธีการที่คณะรัฐบาลทหารแก้ไขอยู่นี้น่าจะดีหรือไม่ดีจงให้เหตุผลและอธิบาย
            ตอบ  ความไม่สงบสุขของประเทศไทยที่มีการสู้รบกันเองในประเทศ สาเหตุที่เกิด เกิดจากคนในประเทศเป็นคนเชื่อคนง่าย เป็นคนฟังความข้างเดียว วิธีการที่ทางรัฐบาลกำลังแก้ไขอยู่เป็นวิธีที่ดี เพราะทางรัฐบาลมีการกำหนดกฎหมายอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้ประชาชนมีการสู้รบกันเอง คนไทยเราจะต้องมีกฏหมาย และมีข้อบังคับที่ทางรัฐบาลพูดแล้วต้องลงมือทำเห็นได้อย่างชัดเจนประชาชนชาวไทยจะสงบ ไม่รบกันเอง
5.ความเคลื่อนไหวทางการศึกษากระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศมีการปฏิรูปขึ้น หากหน่วยงานทางการศึกษา เช่นเขตพื้นที่ประถมศึกษา เขตพื้นที่มัธยมศึกษา มีการยุบ และได้มีการนำสถานศึกษาขั้นพื้นฐานไปสู่จังหวัดในรูปแบบองค์คณะบุคคล เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรจงอธิบาย
            ตอบ  ไม่เห็นด้วย เพราะองค์การบริหารส่วนจังหวัดควรจะทำหน้าที่เกี่ยวกับการปกครองจังจังหวัดดูแลจังหวัด การศึกษาจะต้องขึ้นอยู่กับหน่วยการศึกษาโดยตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดเหล่านี้พวกเขาได้เรียนมาในด้านของการปกครอง การดูแล ไม่เหมาะที่จะให้มาปกครองดูแลการศึกษา เพราะหน่วยงานสองหน่วยงานนี้ มีการศึกษา ดูแลกันมาคนละทิศคนทาง การศึกษาเป้นเรื่องใหญ่ในการดูแลผู้ทที่เหมาะสมจะดูแลคือ หน่วยการศึกษาโดยตรง
6.ในฐานะที่นักศึกษาจะลงไปฝึกสอนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน วิชากฎหมายนี้นักศึกษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรจงยกตัวอย่างที่นักศึกษาคิดว่านำไปปฏิบัติกับตัวนักศึกษาและนักเรียนได้ ยกตัวอย่างอธิบายพร้อมเหตุผลทำไมจึงทำเช่นนั้น
              ตอบ  วิชากฎหมายนี้นักศึกษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนี้ 
1.เป็นการวางรากฐานสำคัญที่สามารถนำไปใช้ในการเรียนสาขาอื่นๆ เช่น การวางแผนเป้าหมายในใช้ชีวิต การวางแผนเป็นรากฐานสำคัญในการใช้ชีวิตและเกี่ยวข้องกับกฏหมาย
2.มีเส้นทางอาชีพมากมายรออยู่  เช่น  กฏหมายในการทำงานแต่ละอาชีพ ในมุมมองของการเรียนรู้กฏหมายเพื่อเป็นแนวทางในการหาอาชีพเพื่อไม่ให้นายจ้างเอารัดเอาเปรียบได้
3.ได้รับทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ, ใช้เหตุผลและการคิดวิเคราะห์  เช่น การทำร้ายผู้อื่น ก่อนที่จะทำร้ายผู้อื่นเราจะต้องคิดถึงสิ่งที่ตามมา การคิดวิเคราะห์ก่อนที่จะทำอะไร จะทำให้การใช้กฏหมายก็ลดลง
4.การตระหนักถึงสิทธิและความรับผิดชอบ เช่น การเลือกตั้ง เราเป็นผู้ไปเลือกตั้งเรามีสิทธิที่จะเลือกคนดีมาพัฒนาบ้านเมือง เราไม่ควรให้คนอื่นมาบังคับ ชักจูง เลือกคนไม่ดีมาพัฒนาสังคมสิทธิเหล่านี้เป็นสิทธิของตัวเราเอง
5.สร้างทักษะการสื่อสารและการปรับตัวที่ดี เหมาะกับการทำงานที่หลากหลาย เช่น การพูดจา เราไปเป็นครูเราจะต้องมีทักษะในการพูดเพื่อให้นักเรียน เชื่อ ไว้ใจ แต่การสื่อสารคนเป็นครูต้องคิด ก่อนที่จะพูดเพราะคนเป็นครูพูดผิดเป็นโทษอย่างมาก
7. คำว่าการประกันคุณภาพมีความหมายอย่างไร มีหลักการประกันอย่างไร ถ้าหน่วยงานของต้นสังกัดลงมือทำเองเรียกว่าอะไรเข้ามีวิธีการทำอย่างไร หากนอกสังกัดเขาลงมือทำเขาเรียกว่าอะไร มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไร (ให้ตอบเฉพาะของการศึกษาขั้นพื้นฐาน)
             ตอบ  การประกันคุณภาพการศึกษา  หมายถึง การทำกิจกรรมหรือการปฏิบัติภารกิจหลักอย่างเป็นระบบตามแบบแผนที่กำหนดไว้ โดยมีการควบคุมคุณภาพ  การตรวจสอบคุณภาพ  และการประเมินคุณภาพ  จนทำให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพ และมาตรฐานของดัชนีชี้วัดระบบและกระบวนการผลิต ผลผลิตและผลลัพธ์ของการจัดการศึกษา 
                   หลักการการประกันคุณภาพการศึกษา
1. สร้างความมั่นใจและความพึงพอใจในคุณภาพการศึกษา
2. การป้องกันปัญหา ต้องมีการวางแผนและการเตรียมการ
3.ตั้งมั่นบนหลักวิชาในการพัฒนาหลักวิชาชีพ
4.การดำเนินงานสามารถติดตามตรวจสอบและประเมินตนเองได้
5.การดำเนินงานเน้นคุณภาพในการปฏิบัติงานทุกระดับทุกขั้นตอน
6.การสร้างความรู้ ทักษะ และความมั่นใจให้กับบุคลากรในสถานศึกษา
                ถ้าเป็นหน่วยงานของต้นสังกัดลงมือทำเอง เรียกว่า การประกันคุณภาพภายใน  มาตรา 48 กำหนดให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และเพื่อรองรับการประเมินคุณภาพภายนอก
                 ถ้าเป็นหน่วยงานของนอกสังกัดลงมือทำเอง เรียกว่า การประกันคุณภาพภายนอก (External Quality Assurance) มาตรา 49 กำหนดให้มีสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีฐานะเป็นองค์กรมหาชน ทำหน้าที่พัฒนาเกณฑ์วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และทำการประเมินผลการจัดการศึกษา เพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา โดยคำนึงถึงความมุ่งหมายและหลักการ และแนวทางการจัดการศึกษาในแต่ละระดับตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษา ให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกห้าปี นับตั้งแต่การประเมินครั้งสุดท้าย และเสนอผลการประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน

8.ในฐานะที่ท่านจะเป็นครูมืออาชีพท่านจะต้องนำวิชากฎหมายและการประกันคุณภาพมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไร ตั้งแต่เรื่องการจัดการเรียนการสอน ชุมชน การดูแลนักเรียน ขอให้ตอบโดยนำหลักคิดมาประยุกต์ใช้
             ตอบ  การจัดการเรียนการสอน ในฐานะที่ดิฉันในอนาคตไปเป็นครู ดิฉันจะให้เด็กทำงานเป็นกลุ่มแล้วมีการเลือหัวหน้ากลุ่ม โดยให้นักเรียนในกลุ่มลงประชามติกันในแบบของการลงคะแนนเสียงและได้เชื่อมโยงให้นักเรียนเห็นในเรื่องของการมีสิทธิของการทำงาน 
                      ชุมชน ชุมชนเราอาจจะไปสอนไม่ได้แต่เราจะใช้การเดินรณรงค์ในชุมชนเพื่อให้คนในชุมชนมองเห็นถึงข้อดีของการมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน
                      การดูแลนักเรียน การกระทำที่ช่วยสนับสนุนส่งเสริม พัฒนาให้นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และมีคุณภาพ ตามที่สังคมต้องการ 
                 
9. วิชานี้ท่านคิดว่าเรียนไปแล้วมีประโยชน์หรือไม่ ถ้านักศึกษาไม่ได้เรียนก่อนฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูน่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างโปรดยกตัวอย่างประกอบการอธิบายและเมื่อได้เรียนแล้วจะได้ระมัดระวังอย่างไร
              ตอบ  วิชานี้มีประโยชน์มากในการเรียน ถ้าดิฉันไม่ได้เรียนก่อนที่จะออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพจะทำเราไม่รู้ว่าการศึกษาก็มีกฏหมายที่จะต้องปฏิบัติตามและความประพฤติในลักษณะใดที่เหมาะสมในการปฏิบัติต่อนักเรียน เช่น การไปทัศนศึกษาถ้ามีนักเรียนผู้หญิงไปทัศนศึกษาด้วยหรือทำกิจกรรมร่วมจะต้องมีอาจารย์ผู้ญิงไปด้วย  เมื่อได้เรียนวิชานี้แล้วเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก คือ สิ่งที่เรารู้กับสิ่งที่อาจารย์ผู้อาวุโสรู้อาจจะแตกต่างกันในเรื่องจองกฏหมายทางการศึกษาเพราะปัจจุบันกฏหมายอาจเปลี่ยนไปจึงทำให้เกิดการมีปากเสียงได้
10. การสอนแบบใช้เทคโนโลยีเวบบล็อกผสมผสานกับรายงานของนักศึกษา นักศึกษาคิดว่ามีประโยชน์หรือไม่อย่างไรจงแสดงความคิดเห็นตามแนวคิดของนักศึกษา
             ตอบ  สำหรับดิฉันคิดว่าการนำเทคโนโนยีเวบบล็อกมาให้นักเรียนทำรายงานส่งถือว่าเป็นสิ่งดีในการช่วยประหยัดกระดาษในการนำมาใช้ และอีกอย่างหนึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีมันมีอิทธิพลต่อนักศึกษาและนักเรียนในยุคปัจจุบันมาก การใช้เทคโนโลยีเป้นเหมือนการเสพติดสื่อออนไลน์ไปแล้ว ถ้าอาจารย์ผู้สอนนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสอนเพื่อให้เกิดความรู้ ถือเป็นสิ่งดีมาก จากที่นักเรียนนำเทคโนโลยีไปไปใช้ในทางลบมากกว่าทางบวก เราในสถานะครูต้องปรับและเปลี่ยนให้เทคโนโลยีอยู่ในความคิดของคนภายนอกและอยู่ในด้านบวก

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559

อนุทินที่ 7

1.จงบอกสภาพปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันว่ามีอะไรบ้างและท่านมีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างไร       
              ตอบ สภาพปัญหาของสังคมไทย มีดังต่อไปนี้
1. ปัญหาขาดแคลนอาหารและโภชนาการ
        แนวคิด : ปัญหานี้ทางรัฐบาลควรมีงบประมาณมาสนับสนุนให้กับเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการใช้จ่ายในเรื่องของอาหารและความเป็นอยู่ ไม่ควรปล่อยให้เด็กขาดสารอาหารเพราะจะทำให้เด็กมีปัญหาในด้านสุขภาพ
2. ปัญหาด้านการศึกษา
        แนวคิด : มีหลายๆประเทศใช้สื่อการสอนที่ทันสมัย เช่น จัดทำ บทเรียนสั้นใน youtube เพียง 10 นาทีที่มีเนื้อหาเข้มข้น ซึ่งในแต่ละคลิปจะมีเนื้อหาที่สนุก เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่ทำให้เกิด ความรู้และการแลกเปลี่ยนใหม่ๆ ทำให้นักเรียนสนใจมีาจะเรียนมายิ่งขึ้น
3. ปัญหาด้านทุนทรัพย์ในการเล่าเรียนของนักเรียนยากจนแต่เรียนเก่ง
         แนวคิด : สำหรับทุนการศึกษารัฐบาลควรมองไปถึงโรงเรียนที่อยู่ในชนบทก่อนว่ามีโรงเรียนไหนบ้างที่ลำบากและไม่ได้นักเรียนเฉพาะในเมืองที่เรียนเก่งยังมีนักเรียนในชนบทที่เรียนเก่งแต่เค้าอาจขาดทุนในการศึกษา พวกเขาเลยต้องหยุด เป็นการทำให้นักเรียนกลุ่มนี้ขาดโอกาสในการเล่าเรียนและเป็นการหยุดอนาคตของเด็กนักเรียนอีกหลายคน
4. ปัญหากลุ่มแรงงาน
         แนวคิด : กลุ่มแรงงานอย่ามองว่าพวกเขาเป็นพวกไม่มีการศึกษา เขาจะมีความรู้เยอะกว่าพวกเราเพราะเขามีประสบการณ์โดย ประสบการณืจะสอนได้มากกว่าความรู้ กลุ่มแรงงานพวกเขาอาจจะเป็นคนที่เรียนดีแต่ไม่มีทุนในการเล่าเรียน กลุ่มแรงงานบ้างกลุ่มอาจจะหารายได้ตอนเช้าเพื่อไปซื้ออาหารกินตอนเย็น กลุ่มแรงงานพวกนี้สมควรที่จะมีการช่วยเหลือในเบี้ยยังชีพอีกหลายทาง
5. ปัญหาสิ่งแวดล้อม
         แนวคิด : เราควรที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของเราไว้ให้ดีเพรามนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อมตลอดไป ถ้าเราไม่มีสิ่งแวดล้อมเราก็ไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างทุกวันนี้ สิ่งแวดล้อมเป็นเหมมือนปอดของเราที่คอยช่วยเหลือตัวเรา เราจึงควรทำ 3 สิ่งนี้ คือ ป้องกัน ฟื้นฟู และอนุรักษ์
6. ปัญหาด้านการเมือ เศรษฐกิจ และสังคม
          แนวคิด : เศรษฐกิจในสังคมไทยเราสิ่งของทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่มีราคาแพงขึ้นทุกวัน แต่สินค้าที่ส่งออก อย่างเช่น ยางพารา ข้าว เป็นต้น ล้วนแต่มีราคาถูกกว่าต้นทุนทำให้ประชากรชาวสวน และชาวนามีเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในการใช้จ่าย สิ่งเหล่านี้รัฐบาลไทยควรจะช่วยกันแก้ปัญหาในส่วนนี้มากกว่าที่จะมาส่งเสริมเรื่องที่ไร้สาระ ควรจะเป็นลูกของตัวเองบ้าง
7. ปัญหาด้านศิลปะวัฒนธรรม
          แนวคิด : เราจะเห็นว่าภูมิปัญญาไทยนั้นเป็นรากฐานในการดำเนินชีวิตของคนไทยตั้งแต่อดีต แต่การดำรงชีวิตของคนไทยปัจจุบัน เราได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมตะวันตก และหลงใหลในวัฒนธรรมตะวันตก มองข้ามภูมิปัญญาแบบไทย จนทำให้เกิดปัญหาในสังคมตามมามากมาย แต่เราสามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยวิธีการนำภูมิปัญญาไทยมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ซึ่งจะทำให้เราดำเนินชีวิตในสังคมอย่างสงบสุข
2.จงอธิบายทิศทางใหม่ในการจัดการศึกษาตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว 15 ปี ตามที่ท่านมีภูมิรู้และเข้าใจ
         ตอบ ทิศทางใหม่ในการศึกษาตามแผนยุทธ์ศาสตร์ระยะยาว 15 ปี จะเริ่มใช้แผนการศึกษาในพ.ศ.2560-2575 นำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการศึกษาในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ที่เน้นการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความครอบคลุมและเป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง
3.ท่านคิดว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่มุ่งพัฒนาให้เกิด "การพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย" ได้อย่างไร
          ตอบ หลักเศษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางที่เริ่มมาจากพระดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ทรงคิดริเริ่มเพื่อให้ลูกหลานของท่านได้นำไปปฎิบัติในชีวิต ถ้าพวกเราทำตามที่ท่านว่า คือ เดินทางสายกลาง ซึ่งทางสายกลางนั้นมี พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยังถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า: "บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ"
4.แนวนโยบายเพื่อดำเนินการพัฒนาคนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิตให้มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ มีเป้าหมายและ กรอบดำเนินการอย่างไร
           ตอบ กรอบดำเนินการพัฒนาคนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิให้มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ พร้อมถึงมีเป้าหมาย
1. เด็กอายุตั้งแต่ 3-5 ปีควรได้รับการศึกษาในระดับอนุบาล
2. เด็กทุกคนควรได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่อายุ 3 ปี ถึง 15 ปี
3. ผู้สำเร็จการศึกษาภาคบังคับสิบสองปีมีโอกาสได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่จัดในหลากหลายรูปแบบ
4. มีการจัดบริการการศึกษาในรูปแบบและวิธีการต่างๆทั้งที่เป็นการศึกษาในระบบนอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจากแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่อย่างหลากหลายเพื่อเพิ่มโอกาสและทางเลือกในการศึกษาของประชาชนทุกคน
5.แนวนโยบายเพื่อดำเนินการและเสริมสร้างศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน มีเป้าหมายและกรอบดำเนินการอย่างไร
             ตอบ แนวนโยบายเพื่อดำเนินการและเสริมสร้างศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน มีเป้าหมาย ดังนี้
1. มีการบูรณาการด้านการศึกษา ศาสนาศิลปะ และวัฒนธรรม ทั้งเนื้อหา กระบวนการ และกิจกรรมการเรียนรู้
2. บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชนองค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบัน ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบัน สังคมอื่นทุกแห่งร่วมคิดและร่วมดำเนินงานเพื่อพัฒนาคนไทยให้มีศีลธรรมคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม
3. คนไทยส่วนใหญ่มีค่านิยม และพฤติกรรมที่เหมาะสมตามระบบวิถีชีวิตที่ดีงาม
6.ท่านมีแนวทางในการพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ทำได้อย่างไร
          ตอบ สังคมแห่งการเรียนรู้ เป็นสังคมที่เกิดการเรียนรู้จากสื่อ เทคโนโลยี และการแสวงหาความรู้ใหม่ๆจากสื่อเทคโนโลยี แนวทางในการพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เช่น ปัจจุบันเด็กไทยชอบพูดคุยผ่านทางช่องแชท ครูไทยควรจะปรับเปลี่ยนการสอนที่เคยสอนในกระดานดำ น่าจะลองเปลี่ยนมาสอนบนหน้ากระดานเฟสตามความสนใจของนักเรียนเพื่อปรับวิธีการสอนแบบใหม่แต่ได้เนื้อหาเท่าเดิม การเรียนแบบนี้น่าจะทำให้เด็กอยากเรียนมากยิ่งขึ้น
7.การพัฒนาสภาพแวดล้อมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน ท่านเข้าใจว่าอย่างไร จงอธิบาย
         ตอบ การพัฒนาสภาพแวดล้อมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน คือ ถ้าเราสามารถพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราได้ นั่นหมายความว่า คนคนนั่นมีการพัฒนาตัวเองมีการฝึกตัวเองให้มีความรับผิดชอบ มีการดูแลตัวเองและคนรอบข้างเป็นอย่างดี เปรียบเสมือนมนุษย์ดูแลต้นไม้ คอยรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ่ย คนเราที่สามารถดูแลต้นไม้ได้ดีจะเป็นคนที่คอยเอาใจใส่ในทุกเรื่อง นั่นก็ถือว่าสิ่งแวดล้อมเป็นฐานในการพัฒนาคน
8.การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศมีเป้าหมายและกรอบการดำเนินการอย่างไร
ตอบ กรอบการดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
1. การใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาจะต้องเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่เรื่อยๆ
2. การจะพัฒนาเทคโนโลยีจะต้องทำให้ประชาชนเห็นถึงข้อดีของเทคโนโลยีที่กำลังจะพัฒนา
     กรอบการดำเนินการพัฒนาประเทศ
1. การที่จะให้ประเทศมีการพัฒนาไปในทางที่ดีเราต้องเริ่มจากคนที่อยู่ในประเทศ
2. ประเทศจะมีการพัฒนาไปในทางที่ดีต้องการร่วมมือจากคนในประเทศ
3. การพัฒนาประเทศพัฒนาได้หลายทาง เช่น ด้านการศึกษา ด้านวัฒนธรรม ด้านสิ่งแวดล้อม
9.แนวทางการบริหารเพื่อนำสู่แผนการปฏิบัติ มีอะไรบ้าง
          ตอบ  1. ระดมสรรพกำลังของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมทุกกระบวนการมีการเปลี่ยนแปลงแผนสู่การปฎิบัติทุกขั้นตอน โดยให้มีการเรียนรู้แผนและบรูณาการกระบวนความคิดเพื่อจัดทำกรอบของแผนร่วมกัน
2. สร้างกรอบแนวคิดและหลักการในการจัดทำแผนพัฒนาและแผนปฎิบัติการของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ และสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน โดยเปิดโอกาสให้มีการดำเนินการเพื่อทำข้อตกลงร่วมกันของบุคคล/องคืกรที่เกี่ยวข้อง
3. จัดทำกรอบและหลักเกณฑ์การแปลงแผนสู่การปฎิบัติ เพื่อให้แผนงาน แผนเงิน และแผนคน สอดคล้องกับยุทธ์ศาสตร์และแนวทางทางการดำเนินงานที่กำหนดไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ
4. ระบุองค์ที่รับผิดชอบในการทำแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการเฉพาะด้านตามภาระงานที่รับผิดชอบและนำไปสู่แผนการปฏิบัติ
10. การประเมินผลแผนการศึกษาแห่งชาติ มีขั้นตอน และกระบวนการประเมินอย่างไร
         ตอบ ขั้นตอนและกรบวนการประเมินผลแผนการศึกษาแห่งชาติ
1. การประเมินผลขั้นเตรียมความพร้อม
2. ประเมินกระบวนการปฏิบัติของแผน
3. ประเมินผลผลิต ผลลัพธ์ และผลประโยชน์ของแผนที่ส่งไปยังกลุ่มเป้าหมาย
4. ให้องคืกรกลางเป็นผู้ทำการประเมินโดยตรง โดยประชาชชน ประชาคม และบุคลากรภายนอกองค์กรเป็นผู้ให้ข้อมูลการประเมิน

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559

อนุทินที่ 6

                 
                 
ระบบประกันคุณภาพมุ่งเน้นการกระจายอํานาจไปสู่สถานศึกษาที่จัดการศึกษา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เกี่ยวข้องว่าผู้เรียนทุกคนจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ พัฒนาความรู้ ความสามารถและมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามมาตรฐานที่กําหนด


วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

อนุทินที่ 5

1. เหตุผลทำไมต้องประกาศพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545
            ตอบ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติได้กำหนดให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแลได้รับการศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปี โดยให้เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็บเข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่จะสอบได้ชั้นที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับ จึงสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการประถมศึกษา เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

2.ท่านเข้าใจความหมายตามพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 อย่างไร
             ตอบ ก. ผู้ปกครอง
                          ผู้ปกครอง หมายความว่า บิดามารดา หรือบิดา หรือมารดา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือผู้ปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และหมายความรวมถึงบุคคลที่เด็กอยู่ด้วยเป็นประจำหรือที่เด็กอยู่รับใช้การงาน
                      ข.เด็ก
                          เด็ก หมายความว่า เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่เด็กที่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับแล้ว
                      ค.การศึกษาภาคบังคับ
                           การศึกษาภาคบังคับ หมายความว่า การศึกษาชั้นปีที่หนึ่งถึงชั้นปีที่เก้าของการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
                       ง. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
                           องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หมายความว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีสถานศึกษาอยู่ในสังกัด

3.กรณีผู้ปกครองไม่ส่งเข้าเรียนตามที่กฎหมายฉบับนี้กำหนดจะต้องถูกลงโทษอย่างไร และถ้าเด็กไม่สามารถเข้ารับการศึกษาใครจะเป็นผู้มีอำนาจในการผ่อนผันเด็กเข้าเรียน
              ตอบ เจ้าหน้าที่รายงานต่อคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่พบเด็กในสถานที่นั้น เพื่อดำเนินการให้เด็กเข้าเรียนในสถานศึกษานั้น และหากผู้ปกครองไม่ส่งเด็กเข้าเรียนตามที่กฎหมายกำหนดนั้น ต้องระวางโทษไม่เกินหนึ่งพันบาท

4. ให้นักศึกษาสรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากการอ่านพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ
              ตอบ 1. ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารราชการในส่วนกลาง (ตามมาตรา 9) จากเดิมมี 2 ส่วนราชการได้แก่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และส่วนราชการที่มีหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงมีการเพิ่มอีก 2 ส่วนราชการได้แก่กรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรมเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดโครงสร้างการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับการแบ่งส่วนราชการในส่วนกลาง (ตามมาตรา 10) กำหนดให้เป็นกรมหรือให้ส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินซึ่งมี 3 ส่วนราชการได้แก่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
                     2. ร่างมาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ โดยกำหนดให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเข้ามามีบทบาทส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (ตามมาตรา 22)
                    3. ร่างมาตรา 5 แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจการบังคับบัญชาของปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามมาตรา 23 (2) (3) ซึ่งส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นใหม่ที่มีฐานะเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินต้องอยู่ในอำนาจการบังคับบัญชาของปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
                     4. ร่างมาตรา 6 ได้มีการเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดระเบียบราชการในกรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรม โดยเพิ่มส่วนที่ 4 ได้แก่ มาตรา 32/1 มาตรา 32/2 และมาตรา 32/3 เพื่อรองรับการทำหน้าที่ของส่วนราชการและการแบ่งส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นใหม่ รวมทั้งการปกครอง การบังคับบัญชาของอธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นเทียบเท่าอธิบดีในการบริหารราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรมรวมตลอดถึงผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกอง หัวหน้ากองหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า
                     5. ร่างมาตรา 7 ถึงมาตรา 9 แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการแทนของปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม ผู้อำนวยการกอง หัวหน้ากอง หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า (ตามมาตรา 45 มาตรา 46 วรรคหนึ่งและมาตรา 47 วรรคหนึ่ง) ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่เปลี่ยนแปลงไป
                       6. ร่างมาตรา 10 ถึงมาตรา 13 แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการรักษาราชการแทนของปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรม ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกองหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า (ตามมาตรา 50 มาตรา 51 มาตรา 51/1 มาตรา 52 และมาตรา 52/1) ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่เปลี่ยนแปลงไป
                     7. กำหนดเป็นบทเฉพาะกาล เพื่อความต่อเนื่องในการปฏิบัติราชการและรองรับส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นใหม่ให้สามารถบริหารราชการต่อไปได้ซึ่งเกี่ยวกับ
(1) การโอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ ภาระผูกพันข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานราชการ เงินงบประมาณ เงินนอกงบประมาณและอัตรากำลังเฉพาะส่วนไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ตามมาตรา 15 ถึงมาตรา 17)
(2) การโอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับ อ.ก.พ. สำนักงานปลัดกระทรวง ไปเป็นของ อ.ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา อ.ก.พ.สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยและ อ.ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนแล้วแต่กรณี (ตามมาตรา 18 ถึงมาตรา 20)
(3) การโอนอำนาจหน้าที่ อ.ก.ค.ศ. เฉพาะส่วนไปเป็นของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (ตามมาตรา 21)
(4) การปฏิบัติหน้าที่บริหารงานบุคคลเป็นการชั่วคราวของ อ.ก.พ. สำนักงานปลัดกระทรวง และ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวง (ตามมาตรา 22 และมาตรา 23)
(5) การรักษาการตามพระราชบัญญัติของรัฐมนตรี (ตามมาตรา 24)

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

อนุทินที่ 4



1. นักศึกษาอธิบายคำนิยามต่อไปนี้ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
          ตอบ ก. การศึกษา คือ การสร้างคนให้มีความรู้ ความสามารถมีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นมีลักษณะนิสัยจิตใจที่ดีงาม มีความพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อตนเองและสังคม มีความพร้อมที่จะ ประกอบการงานอาชีพได้ การศึกษาช่วยให้คนเจริญงอกงาม ทั้งทางปัญญา จิตใจ ร่างกาย และสังคม
                   ข. การศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ การศึกษาก่อนระดับอุดมศึกษา ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา
                   ค. การศึกษาตลอดชีวิต คือ การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
                    ง. มาตรฐานการศึกษา คือ ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์และมาตรฐานที่ ต้องการให้เกิดขึ้นในสถานศึกษาทุกแห่ง และเพื่อใช้เป็นหลักในการเทียบเคียงสำหรับการส่งเสริม และกำกับดูแล การตรวจสอบ การประเมินผล และการประกันคุณภาพทางการศึกษา
                    จ. การประกันคุณภาพภายใน คือ การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพ และ มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา จากภายในโดยบุคลากรของสถานศึกษานั่นเอง หรือโดย หน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถานศึกษานั้น
                    ช. การประกันคุณภาพภายนอก คือ การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอกโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน คุณภาพการศึกษา หรือบุคคล หรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าวรับรองเพื่อเป็นการ ประกันคุณภาพและให้มีการพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ระบบและกลไก หมายถึง ขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆที่มีความสัมพันธ์ และเชื่อมโยงกัน อย่างเป็นระบบ โดยอาศัยบุคลากร ทรัพยากร กฏเกณฑ์ มาตรการ แนวปฏิบัติ และปัจจัยต่างๆ เป็น กลไกให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย
                    ซ. ผู้สอน คือ ครูและคณาจารย์ในสถานศึกษาต่างๆ
                    ฌ. ครู คือ ผู้ที่มีความสามารถให้คำแนะนำ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการเรียน สำหรับนักเรียน หรือ นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชน มีหน้าที่ หรือมีอาชีพในการสอนนักเรียน
                    ญ. คณาจารย์ คือ บุคลากรซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการสอนและการวิจัยทางด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาของรัฐ
                    ฐ. ผู้บริหารสถานศึกษา คือ บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารสถานศึกษาแต่ละแห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน
                    ฒ. ผู้บริหารการศึกษา คือ บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษานอกสถานศึกษาตั้งแต่ระดับเขตพื้นที่การศึกษาขึ้นไป
                    ณ. บุคลากรทางการศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา รวมทั้งผู้สนับสนุนการศึกษาซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ให้บริการ หรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียน การสอน การนิเทศ และการบริหารการศึกษาในหน่วยงานการศึกษาต่างๆ

2. ความมุ่งหมายและหลักการจัดการศึกษาได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษานี้อย่างไรบ้างให้อธิบาย
       ตอบ ความมุ่งหมายของการจัดการศึกษา (มาตรา 6) การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

3. หลักการจัดการศึกษาประกอบด้วยอะไรบ้าง จงอธิบาย
         ตอบ หลักการจัดการศึกษา มี 3 ประการคือ (มาตรา 8)
                           1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสาหรับประชาชน
                           2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
                           3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

4. การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษา ตามที่กฎหมายกำหนดมีอะไรบ้าง 
          ตอบ การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษาให้ยึดหลักดังนี้ (มาตรา 9)
                            1) มีเอกภาพด้านนโยบาย และมีความหลากหลายในการปฏิบัติ
                            2) มีการกระจายอำนาจ ไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษาและองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น
                            3) มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา
                            4) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
                            5) ระดมทรัพยากร จากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา
                            6) การมีส่วนร่วม ของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น

5. สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา ที่กำหนดไว้ในกฎหมายมีอะไรบ้าง
          ตอบ สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา มีสาระสำคัญของหมวดนี้ มีดังนี้ (มาตรา 10-14)
                         1. การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี อย่างทั่วถึง (Education for all) มีคุณภาพ (Educational Quaality) และไม่เก็บค่าใช้จ่าย (Free Education) (สานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2542, 17)
                         2. บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์สังคม ผู้ด้อยโอกาสและผู้มีความสามารถพิเศษ มีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ
                         3. พ่อแม่ ผู้ปกครอง บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน สถานประกอบการ สถาบันศาสนาและสถาบันอื่น ๆ มีสิทธิจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่บุตรหลานของตนหรือบุคคลทั่วไป ผู้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานดังกล่าวมีสิทธิได้รับการสนับสนุนและเงินอุดหนุนจากรัฐ รวมทั้งได้รับการลดหย่อนภาษีหรือยกเว้นภาษี ตามที่กฎหมายกำหนด

6. ระบบการศึกษามีกี่รูปแบบแต่ละรูปแบบมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
          ตอบ 1. การจัดการศึกษามี 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษา
ตามอัธยาศัย สถานศึกษาแต่ละแห่งสามารถจัดการศึกษาได้ 3 รูปแบบหรือรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ซึ่งทั้ง 3 รูปแบบนี้สามารถเทียบโอนกันได้
                   2. การจัดการศึกษาแบ่งเป็น 2 ระดับคือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาระดับอุดมศึกษา สาหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะเรียกชื่อเป็นประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย หรืออย่างอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง การศึกษาระดับอุดมศึกษา มี 2 ระดับคือ ระดับปริญญาและต่ำกว่าปริญญา
                   3. การศึกษาภาคบังคับมีกำหนด 9 ปี เด็กอายุ 6 ขวบต้องเข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงอายุ 15 ขวบ เว้นแต่สอบได้ชั้นปีที่ 9 ของการศึกษาภาคบังคับ หลักเกณฑ์การนับอายุให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
                  4. การจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้จัดในสถานศึกษา 3 ประเภทคือ
                                    1) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
                                    2) โรงเรียน
                                    3) ศูนย์การเรียน
                  5. การอาชีวศึกษาให้จัดในสถานศึกษาของรัฐและเอกชนรวมทั้งสถานประกอบการและองค์กรหรือหน่วยงานอื่น ตามกฎหมายว่าด้วยอาชีวศึกษา
                 6. กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ อาจจัดการศึกษาเฉพาะทางตามความต้องการและความชำนาญของหน่วยงาน โดยคำนึงถึงนโยบายและมาตรฐานการศึกษาของชาติ ทั้งนี้ ตามที่หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

7. การจัดการศึกษาในระบบมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
          ตอบ การจัดการศึกษา เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับการศึกษาในระบบโรงเรียนตามหลักสูตร และการกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการจากส่วนกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา ทั้งสายสามัญศึกษา อาชีวศึกษา รวมถึงการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) และโรงเรียนเอกชนด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยในปัจจุบันนี้เยาวชนเกือบทุกคน ต้องเข้ารับการศึกษาตามระบบ การศึกษาในระบบจึงมีบทบาทโดยตรง และมีความสำคัญอย่างมากในการพัฒนาคนในทุกด้าน ซึ่งรวมถึงการพัฒนาคนสำหรับประชาธิปไตยด้วย ทั้งนี้มิได้หมายถึงเฉพาะการจัดการศึกษาในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการศึกษาในกลุ่มสาระอื่นๆด้วย ตลอดจนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและกิจกรรมอื่นๆของสถานศึกษาด้วย

8. สถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคลเป็นอย่างไร
           ตอบ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ต้องการให้มีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาทั้งด้านวิชาการ การบริหารงานบุคคล งบประมาณ และการบริหารงานทั่วไป ไปยังสถานศึกษาเพื่อให้สถานศึกษามีความคล่องตัว เป็นอิสระ สามารถบริหารจัดการศึกษาในสถานศึกษาได้สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับการบริหารจัดการ โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การกำหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีฐานะเป็นนิติบุคคล จะเป็นเครื่องมือสำคัญให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความเป็นอิสระ สามารถบริหารจัดการศึกษาในสถานศึกษาได้สะดวกรวดเร็วมีประสิทธิภาพได้
นิติบุคคล แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ นิติบุคคลในกฎหมายเอกชน และนิติบุคคลในกฎหมายมหาชน
               1.นิติบุคคลในกฎหมายเอกชน หมายถึง นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยอำนาจจากกฎหมายเอกชน เป็นการดำเนินการที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเอกชนและไม่มีอำนาจเหนือบุคคลอื่นมีความสัมพันธ์เท่าเทียมกัน
               2.นิติบุคคลในกฎหมายมหาชน หมายถึง นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายมหาชนที่เป็นการบริการสาธารณะที่เป็นอำนาจมหาชนหรืออำนาจรัฐ

9. แนวทางการจัดการศึกษามีหลักยึดอะไรบ้าง
            ตอบ 1. ยึดหลักว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ให้ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดและต้องให้แต่ละคนสามารถพัฒนาตามความถนัด ความสนใจและเต็มศักยภาพของเขา
                    2. เนื้อหาสาระของการศึกษาทุกระบบทุกรูปแบบ ต้องเน้นความรู้คู่คุณธรรมและกระบวนการเรียนรู้ โดยบูรณาการ (ผสมผสาน) ตามความเหมาะสมของระดับการศึกษา
                    3. เนื้อหาสาระของวิชาความรู้ที่ต้องไปกำหนดหลักสูตรและจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยเรื่องต่าง ๆ ต่อไปนี้
                            1) ความรู้เกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัวชุมชน ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทยและระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
                            2) ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์เรื่องการจัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน
                            3) ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา
                            4) ความรู้ และทักษะด้านคณิตศาสตร์ และด้านภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง
                            5) ความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพและการดารงชีวิตอย่างมีความสุข
                    4. การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดาเนินการดังนี้
                            1) จัดเนื้อหาและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน
                            2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
                            3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติ ให้ทาได้คิดเป็น ทาเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
                            4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ทุกวิชา
                            5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียน
                            6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
                    5. รัฐต้องส่งเสริมการดาเนินงานและการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบได้แก่ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬา และนันทนาการ แหล่งข้อมูลและแหล่งการเรียนรู้อื่นอย่างพอเพียงและมีประสิทธิภาพ
                    6. ให้สถานศึกษาจัดประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวน การเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา
                    7. ให้สถานศึกษาใช้วิธีการหลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อ และให้นาผลการประเมินผู้เรียนในระดับก่อนนั้นมาพิจารณามาประกอบด้วย
                    8. หลักสูตรแกนกลางของการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดโดยคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและให้สถานศึกษาจัดทาสาระของหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหา ในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสามาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ
                    9. หลักสูตรการศึกษาระดับต่าง ๆ รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาสาหรับบุคคลที่บกพร่องทางร่างกาย คนพิการ และบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ ต้องมีลักษณะที่หลากหลาย ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ
                    10. สาระของหลักสูตร ที่เป็นวิชาการและวิชาชีพ มุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุล ทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความรับผิดชอบต่อสังคม และหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา มีความมุ่งหมายที่จะพัฒนาวิชาการ วิชาชีพชั้นสูงและการค้นคว้า วิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาสังคม
                     11. ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น จัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความเข็มแข็งให้ชุมชน จัดอบรม แสวงหาความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยากรต่าง ๆ เพื่อพัฒนาชุมชน ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการรวมทั้งวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนสบการณ์พัฒนาระหว่างชุมชน
                     12. ให้สถานศึกษาต้องพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ระดับการศึกษา

10. ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่กำหนดให้ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ทั้งรัฐและเอกชนจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพ
        ตอบ เห็นด้วย เพราะใครที่ทำหน้าที่"ครู"สอนหนังสือ ในสถานศึกษาหรือสถาบันการศึกษาใด ๆทั้งของรัฐและเอกชน ต้องเป็นผู้ได้รับ"ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู"แล้วเท่านั้นไม่ว่าจะเป็น “ข้าราชการครู” “ครูอัตราจ้าง”“พนักงานราชการ” รวมทั้ง “ครูชาวต่างประเทศ” ด้วย ดังนั้น การประกาศสอบบรรจุ”ครูผู้ช่วย”หลังจาก พรบ.ฉบับดังกล่าวประกาศใช้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบ"วิชาชีพครู" ต้องขอมี"ใบอนุญาตผู้ประสงค์ประกอบวิชาชีพครู”ก่อน ถ้าไม่มี ก็สมัครสอบบรรจุครู(ทุกส่วนราชการ)ไม่ได้

11. มีวิธีการระดมทรัพยากรเพื่อพัฒนาการศึกษาในท้องถิ่นของท่านได้อย่างบ้าง
         ตอบ การระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาที่ดี ไม่ควรอยู่บนพื้นฐานของการตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือ ระดมทรัพยากรแบบทำตามผู้อื่นที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ แต่จะต้องมีระบบการคิดที่มีกระบวนการวางแผนที่รอบคอบ มีระบบการบริหารจัดการที่มีความรับผิดชอบ ที่สำคัญจะต้องถือเป็นงานในความรับผิดชอบที่มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระดมทรัพยากรประเภท การระดมเงินทุนเพื่อการศึกษา ถือเป็นเรื่องที่สามารถตั้งเป้าหมายการรับบริจาคได้ง่ายและสามารถใช้ระยะเวลาในการระดมทุนนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

12. การพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา มีวิธีการพัฒนาได้อย่างไร
        ตอบ 1.เป็นสื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็นต่อการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปอื่น
                 2.ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิต และพัฒนาแบบเรียน ตารา หนังสือทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพ์อื่น วัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยีอื่น
                 3.ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพและประสิทธิภาพ
                 4.มีการระดมทุนเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อนุทินที่ 3


1. ใครเป็นผู้ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก และมีเหตุผลอย่างไร และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา เป็นอย่างไร อธิบาย
          
          ตอบ  ผู้ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ  รัชกาลที่ 7
                       เหตุที่ขอ คือ เห็นว่าราษฎรมีการศึกษาสูงขึ้น มีข้าราชการที่มีวุฒิการศึกษาสูง นำความรู้มาพัฒนาประเทศได้เพื่อที่จะก้าวหน้าไปสู่หลักสากลเทียบเทียมอารยประเทศ จึงเห็นควรให้ข้าราชการและประชาชนได้มีเสียงตามความเห็นดีเห็นชอบในการจรรโลงประเทศสยามให้วัฒนาการในภายภาคหน้า
                       ประเด็นเกี่ยวกับการศึกษา คือ ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ในตัวเอง เคหสถาน ทรัพย์สิน การพูด การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม การประชุมโดยเปิดเผย การตั้งสมาคม การอาชีพ
2. แนวนโยบายแห่งรัฐในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ของรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช
2492 ได้กำหนดอย่างไร อธิบาย

         ตอบ  หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย 
                      -  ตามกฎหมายจะว่าด้วยการอบรมและไม่ขัดต่อกฎหมายการศึกษา ในความมเสมอภาคต่อบุคคลทีเข้ารับการศึกษา
                    หมวด 4 หน้าที่ของชนชาวไทย
                       -  ตามกฎหมายจะว่าด้วยบุคคลต้องได้รับการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษา
                    หมวด 5 แนวนโยบายแห่งรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
                       -  ตามกฎหมายจะว่าด้วยการศึกษาทำให้คนเป็นคนดีต่อสังคม
                       -  การศึกษาจะเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องคอยดูแลช่วยเหลือ  และสำหรับการศึกษาระดับอุดมศึกษาต้องกฎหมายตามข้อบัญญัติ
                       -  การศึกษาในระดับประถมศึกษาจะไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ
                 
           
3. เปรียบเทียบแนวนโยบายแห่งรัฐประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของรัฐธรรมนูญฯ
พุทธศักราช 2511 พุทธศักราช 2517 และ พุทธศักราช 2521 เหมือนหรือต่างกันอย่างไร อธิบาย

          ตอบ  แนวนโยบายแห่งรัฐประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของรัฐธรรมนูญฯพุทธศักราช 2511 พุทธศักราช 2517 และ พุทธศักราช 2521 มีทั้งที่เหมือนกันและแตกต่างกัน
                      -  ปี พ.ศ. 2511 และ ปี พ.ศ.2517 ทั้งสองปี พ.ศ.มีความเหมือนกันในการศึกษาจะส่งเสริมการศึกษาในระดับอุดมศึกษา  รัฐบาลจัดการให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมของตนเอง  และการศึกษาระดับประถมศึกษาจะไม่เก็บค่าเล่าเรียน แต่  ปี พ.ศ.2521 การศึกษาระดับอุมศึกษาจะไม่เก็บค่าเล่าเรียน มีการฝึกอาชีพให้กับนักเรียนเพิ่มเติมอีกด้วย ส่วนระดับประถมไม่ได้พูดถึง
                     -  ทั้ง 3 ปี พ.ศ.จะส่งเสริมในงานวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโลโลยี
                     -  ปีพ.ศ.2521 ส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา แต่ ปี พ.ศ. 2511 และ ปี พ.ศ.2517 ไม่ได้พูดถึง
4. ประเด็นที่ 1 รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2475-2490 ประเด็นที่ 2 รัฐธรรมนูญฯพุทธศักราช 2592-2517 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเหมือนหรือต่างกันอย่างไร อธิบาย

          ตอบ  ประเด็นที่ 1 รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2475-2490 ประเด็นที่ 2 รัฐธรรมนูญฯพุทธศักราช 2492-2517 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาแตกต่างกัน  เช่น
                              -  ชื่อเรียก
                                   ปีพุทธศักราช 2475-2490 ใช้ชื่อเรียก"รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม"
                                   ปีพุทธศักราช2492-2517 ใช้ชื่อเรียก"รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย"
                               -  การปกครอง
                                    ปีพุทธศักราช 2475-2490 เป็นการปกครองจากสมบูรณาสิทธิราชที่มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีอานาจในการปกครองประเทศ และมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศเป็นระบอบประชาธิปไตย ที่มีคณะราษฎร์เป็นผู้มีอานาจในการปกครองประเทศ
                                    ปีพุทธศักราช2492-2517  ไม่ได้พูดถึงการปกครอง
                               -  ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
                                     ปีพุทธศักราช 2475-2490  ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ  คือ  พระยามโนปกรณนิติธาดา
                                     ปีพุทธศักราช2492-2517   ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ  คือ  ศรีธรรมาธิเบศ ประธานวุฒิสภา
                                                                 
5. ประเด็นที่ 3 รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2521-2534 ประเด็นที่ 4 รัฐธรรมนูญฯพุทธศักราช 2540-2550 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเหมือนหรือต่างกันอย่างไร อธิบาย

          ตอบ  ประเด็นที่ 3 รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2521-2534 ประเด็นที่ 4 รัฐธรรมนูญฯพุทธศักราช 2540-2550 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเหมือนและต่างกัน
               เหมือนกัน
                       - เป็นรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนชื่อมาใช้ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
                ต่างกัน
                        -  เหตุผล
                                ปีพุทธศักราช 2521-2534  สภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมาธิการทาหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ สามวาระ โดยยึดถือแนวทางอันเป็นปณิธานร่วมของปวงชนชาวไทย
                               ปีพุทธศักราช 2540-2550  ประเทศไทยได้มีรัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
                          -  ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
                                  ปีพุทธศักราช 2521-2534  ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลอากาศเอก หะรินหงสกุล ประธานสภา นิติแห่งชาติ
                                  ปีพุทธศักราช 2540-2550  ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา
6. เหตุใดรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจะต้องระบุในประเด็นที่รัฐจะต้องจัดการศึกษาอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง อธิบาย

          ตอบ  สาเหตุที่รัฐธรรมนูญต้องระบุในประเด็นการศึกษาอย่างเป็นธรรมและทั่วถึงก็เพราะรัฐธรรมนูญต้องการให้การศึกษาของไทยเป็นไปอย่างมีระบบ และต้องการให้มีการศึกษาที่สอดคล้องกันและมีการบังคับการศึกษาที่แน่นอนเพื่อให้หน่วยงานของรัฐรับผิดชอบในด้านต่างๆเกี่ยวกับการศึกษา นี่คือประเด็นที่รัฐธรรมนูญต้องจัดประเด็นการศึกษาอย่างเป็นทางการและมีทุกพุทธศักราชที่พูดเกี่ยวกับการศึกษา
7. เหตุใดรัฐจึงต้องกาหนด “บุคคลมีหน้าที่รับการศึกษาอบรมตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ” จงอธิบาย หากไม่ปฏิบัติจะเกิดอะไรขึ้น

          ตอบ  เหตุผลที่รัฐบาลต้องกำหนด บุคคลให้มีการศึกษา ก็เพราะ ต้องการให้คนมีการศึกษาพัฒนาตนเอง และต้องการให้มีความรู้เพื่อที่จะประกอบอาชีพและการทำงาน หากรัฐไม่กำหนดบุคคลให้มีการศึกษา ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือ ทำให้การศึกษาไทยตกต่ำและมีปัญหาในการทำงานหรือหน่วยงานต่างๆไม่ยอมรับบุคคลที่ขาดความรู้เข้าทำงานในสถานที่ต่างๆหรือพูดเป็นภาษาบ้านๆว่าทำให้คนโง่ หากรัฐไม่กำหนดให้บุคคลมีหน้าที่จะต้องศึกษา
8. การจัดการศึกษาที่เปิดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาหากเราพิจารณารัฐธรรมนูญมีฉบับใดบ้างที่ให้องค์กรส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วม และถ้าเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมมากขึ้นท่านคิดว่าเป็นอย่างไร จงอธิบาย

          ตอบ  รัฐธรรมนูญฉบับ พุทธศักราช 2550 ที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และการที่เปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษานั้นถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด และทำให้การศึกษาครอบคลุมมากยิ่งขึ้นมีการกระจายอำนาจและความทั่วถึงของการศึกษาในทุกระดับของประเทศ และ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะเข้าใจสภาพปัญหาและเข้าถึงประชาชนในท้องถิ่นได้ง่ายกว่าและง่ายกว่า
9. เหตุใดการจัดการศึกษา รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคทั้งหญิงและชาย พัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และความเข็มแข็งของชุมชน สังเคราะห์ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพและผู้ด้อยโอกาส จงอธิบาย

            ตอบ  สำหรับสาเหตุที่รัฐจะต้องจัดการศึกษาให้คุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมการศึกษาให้เท่าเทียบกันก็เพราะว่า รัฐต้องการเห็นคนทุกประเภทมีความรู้ความสามารถในทุกระดับโดยไม่ตั้งข้อแบ่งแยกกัน และรัฐต้องสงเคราะห์คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพและผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึงตนเองได้
10. ผลการจัดการศึกษาที่ผ่านมาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

            ตอบ  นับตั้งแต่ได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยขึ้นและมีการปรับปรุงแก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ได้มีวิวัฒนาการเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่เสรีภาพ การศึกษาอบรม ให้กับเด็กและเยาวชนให้เป็นผู้มีความสมบรูณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรมจริยธรรม โดยมีแนวทางในการจัดการศึกษา รัฐจะต้องจัดการศึกษาและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรมเช่นกัน และจัดการศึกษาภาคบังคับให้เข้ารับการศึกษาอบรมโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย สำหรับการศึกษาภาคบังคับ ต่อมาได้เพิ่มเติมจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า 12 ปี รัฐจะต้องจัดอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ พร้อมทั้งจัดให้มีกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ หรือเรียกชื่อว่า “พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติขึ้น” การจัดการศึกษาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลต่อการพัฒนาประเทศคือ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและทุกรูปแบบโดยให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงประชามติเห็นชอบในรัฐธรรมนูญ มีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปี อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ประชาชนได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น ทำให้ประชาชนมีความรู้ความสามารถมากขึ้น ปิดช่องว่างความแต่ต่างระหว่างบุคคล

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อนุทินที่ 2



1. ท่านคิดว่าทำไมมนุษย์เราต้องมีกฎหมายหากไม่มีจะเป็นอย่างไร
       
         ตอบ  มนุุษย์เราจะอยู่รวมกันเป็นสังคม  เมื่อมนุษย์มารวมกลุ่มกันจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง มีการทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย สาเหตุมาจากความไม่พึงพอใจ มีการแก่งแย่ง การแก้แค้นซึ่งกันและกัน ถ้ามีการใช้กาลังกันบ่อยเข้าสังคมมนุษย์จึงไม่อาจดำรงอยู่ได้จึงจำเป็นให้มีกฎหมายขึ้นมาเพื่อข้อบังคับใช้กับทุกคนที่อยู่ในประเทศ  ถ้าหากประเทศต่างๆไม่มีกฏหมายเป็นข้อบังคับจะทำให้สังคมเหล่านั้นไม่เป็นระบบระเบียบเดียวเพราะทุกคนต่างมีความคิดที่แตกต่างกัน จึงจะทำให้เกิดความขัดแย้งกัน

2. ท่านคิดว่าสังคมปัจจุบันจะอยู่ได้หรือไม่หากไม่มีกฎหมายและจะเป็นอย่างไร

          ตอบ  สังคมปัจจุบันจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีกฏหมายเป็นข้อบังคับ   เพราะจากประสบการณ์ตรงที่ผ่านมาจากสังคมที่บ้านและเหตุการณ์ในประเทศของเราจำเป็นต้องมีกฎหมายเป็นเป็นข้อบังคับในการใช้ชีวิตประจำวัน  เพราะคนในโลกยุคปัจจุบันจะถือเอาความคิดของตัวเป็นตัวตั้ง  จะไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เชื่อผู้อื่นโดยไม่คิดใครครวญให้ดี เห็นแก่เงินมากกว่าความถูกต้อง จึงทำให้สังคมเกิดการทะเลาะวิวาทกันมากในแต่ละวัน

3. ท่านมีความรู้ความเข้าเกี่ยวกับกฎหมายในประเด็นต่อไปนี้

          ก. ความหมาย
               กฎหมาย คือ คำสั่งหรือข้อบังคับที่เกิดจากรัฎ จากที่มีอำนาจสูงสุดของรัฐ เป็นข้อบังคับใช้กับคนทุกคนที่อยู่ในประเทศนั้น ๆ จะต้องปฏิบัติตามและมีสภาพบังคับที่มีการกาหนดบทลงโทษ
 
          ข. ลักษณะหรือองค์ประกอบของกฎหมาย
              1. เป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่เกิดจากบุคคลที่มีอำนาจสูงสุด
              2. มีลักษณะเป็นคำสั่งข้อบังคับ  ประกาศ หรือแถลงการณ์
              3. ใช้บังคับกับคนทุกคนในประเทศอย่างเสมอภาค เพื่อให้ทุกคนเกรงกลัว
              4. มีสภาพบังคับ ซึ่งบุคคลจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามฝ่าฝืนอาจถูกลงโทษหรือไม่ก็ได้ และสภาพบังคับในทางอาญา

          ค. ที่มาของกฎหมาย
              1. บทบัญญัติแห่งกฎหมาย เป็นกฎหมายลักษณ์อักษร
              2. จารีตประเพณี เป็นแบบอย่างที่ประชาชนนิยมปฏิบัติตามกันมานาน
              3. ศาสนา เป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติที่ดีของทุก ๆ ศาสนาสอนให้เป็นคนดี
              4. คำพิพากษาของศาล
              5. ความเห็นของนักนิติศาสตร์

          ง. ประเภทของกฎหมาย
             กฎหมายภายใน
                   1. กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
                   2. กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา และกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
                   3. กฎหมายสารบัญญัติ และกฎหมายวิธีสบัญญัติ
                   4. กฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน
           กฎหมายภายนอก
                   1. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
                   2. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
                   3. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา

4. ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ว่า ทำไมทุกประเทศจำเป็นต้องมีกฎหมาย จงอธิบาย
          
          ตอบ  ณ ปัจจุบันทุกประเทศจำเป็นต้องมีกฏหมายเป็นข้องบังคับ  เพราะประชาชนทุกคนในประเทศต่างมีความคิดที่แตกต่างกันไป ทุกคนมาจากคนละพ่อคนละแม่กันต้องมาอยู่รวมกันในสังคมเดียวกันจึงทำให้ประชานชนทุกคนต้องมีปากเสียงกันทุกอาชีพ สังคมส่วนใหญ่จะมีกฎในการอยู่ร่วมกันเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในการใช้ชีวิตในการทำงาน

5. สภาพบังคับในทางกฎหมายท่านมีความเข้าใจอย่างไร จงอธิบาย

          ตอบ  สภาพบังคับในทางกฎหมาย  คือ  คำสั่งหรือข้อบังคับออกโดยผู้มีอำนาจสูงเพื่อให้ประชาชนปฎิบัติตามและเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่าสงบ

6. สภาพบังคับกฎหมายในอาญาและทางแพ่ง มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

        ตอบ  ความเหมือนของกฎหมายทางอาญาและทางแพ่ง คือ เป็นกฎหมายภายในและสามารถควบคู่กันไปก็ได้ เช่น กฎหมายที่ดิน  สำหรับความต่าง คือ  กฎหมายทางอาญาจะมีโทษการประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ หรือริบทรัพย์สิน ส่วนกฎหมายทางแพ่งเป็นการกำหนดให้เป็น โมฆะกรรมหรือโมฆียกรรม การบังคับให้ชำระหนี้ การให้ชดใช้ค่าเสียหาย

7. ระบบกฎหมายเป็นอย่างไร จงอธิบาย

      ตอบ มี 2 ระบบ
          1. ระบบซีวิลลอร์ (Civil Law System) มีลักษณะเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และไม่ได้ตัดสินตามแนวคำพิพากษาของศาล ระบบกฎหมายจึงได้ยึดถือฝ่ายนิติบัญญัติเป็นบ่อเกิดหลักของกฎหมาย และระบบศาลมักจะใช้วิธีพิจารณาโดยระบบไต่สวน และศาลจะไม่ผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนๆ
           2. ระบบคอมมอนลอว์ (Common Law System) เป็นกฎหมายซึ่งพัฒนาขึ้นโดยผู้พิพากษาผ่านทางการตัดสินคดีความของศาล และศาลชำนัญพิเศษอื่น ๆ มากกว่าผ่านทางพระราชบัญญัติของ
ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือการดำเนินการของฝ่ายบริหาร

8. ประเภทของกฎหมายมีหลักการแบ่งอย่างไรบ้าง มีกี่ประเภท แต่ละประเภทประกอบด้วยอะไรบ้าง ยกตัวอย่างอธิบาย

         ตอบ  แบ่งโดยแหล่งกำเนิด อาจแบ่งออกได้เป็นกฎหมายภายในและกฎหมายภายนอก  ประเภทของกฎหมายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
                   กฎหมายภายใน
                           1. กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
                               1.1 กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร  เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมายต่าง ๆ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา
                               1.2 กฎหมายที่เป็นไม่เป็นลายลักษณ์อักษร  เช่น จารีตประเพณี หลักกฎหมายทั่วไป
                           2. กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา และกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
                               2.1 กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา  เช่น การประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ หรือริบทรัพย์สิน
                               2.2 กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง  เช่น การกำหนดให้เป็น โมฆะกรรมหรือโมฆียกรรม การบังคับให้ชำระหนี้ การให้ชดใช้ค่าเสียหาย
                           3. กฎหมายสารบัญญัติ และกฎหมายวิธีสบัญญัติ
                               3.1 กฎหมายสารบัญญัติ  เช่น ตัวบทกฎหมายในประมวลกฎหมายอาญาและในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิช
                               3.2 กฎหมายวิธีสบัญญัติ  เช่น พระราชบัญญัติล้มละลาย
                            4. กฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน
                                4.1 กฎหมายมหาชน  เช่น  กฎหมายรัฐธรรมนูญ กาหนดระเบียบแบบแผนการใช้อานาจอธิปไตย กาหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชน
                                4.2 กฎหมายเอกชน  เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติบางฉบับ
                กฎหมายภายนอก
                        1. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง  เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ สนธิสัญญา ข้อตกลงการค้าโลก
                        2. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล  เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดแย้งแห่งกฎหมาย
                        3. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา  เช่น สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

9. ท่านเข้าใจถึงคำว่าศักดิ์ของกฎหมายคืออะไร มีการแบ่งอย่างไร

         ตอบ   ศักดิ์ของกฎหมาย  คือ  เป็นการจัดลำดับการบังคับกฎหมายหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการอาศัยอำนาจขององค์กรที่ใช้อำนาจที่แตกต่างกัน  แบ่งได้เป็น 7 ชั้น
              1.รัฐธรรมนูญ
                       2.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
                       3. พระราชบัญญัติ
                       4.พระราชกำหนด
                       5.พระราชกฤษฎีกา
                       6.กฎกระทรวง
                       7.ข้อบังคับท้องถิ่น

10. เหตุการณ์ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 มีเหตุการณ์ชุมนุมของประชาชน ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า และประชาชนได้ประกาศว่าจะมีการประชุมอย่างสงบ แต่ปรากฏว่า รัฐบาลประกาศเป็นเขตพื้นที่ห้ามชุมนุม และขัดขว้างไม่ให้ประชาชนชุมนุมอย่างสงบ ลงมือทำร้ายร่างกายประชาชน ในฐานะท่านเรียนวิชานี้ท่านจะอธิบายบอกเหตุผลว่า รัฐบาลกระทำผิดหรือถูก


ตอบ  รัฐบาลทำถูกในกรณีที่ประกาศให้ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้าเป็นเขตพื้นที่ห้ามชุมนุม และเข้าไปขัดขวางไม่ให้ประชาชนชุมนุมอย่างสงบ เพราะกลัวว่าประชาชนจะมีการรบ ทำร้ายซึ่งกันและกัน รัฐบาลทำผิดในกรณีที่ไปลงมือทำร้ายร่างกายประชาชน เพราะการทำร้ายร่างกายมันไม่ดีเสมอไป เราควรที่จะใช้เหตุผลมาพูดกันจะดีกว่าการใช้กำลังในการเจรจา                                                    
                                                                                                                          11. ท่านมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ คำว่า กฎหมายการศึกษาอย่างไร จงอธิบาย

       ตอบ  กฎหมายการศึกษา  คือ  บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับกฎหรือคำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐทีเกี่ยวข้องกับการศึกษาที่สถาบันหน่วยงานผู้มีอำนาจ ได้ตราขึ้นและมีผลบังคับใช้                                                                                                                                                  12. ในฐานะที่นักศึกษาจะต้องเรียนวิชานี้ ถ้าเราไม่ศึกษากฎหมายการศึกษาท่านคิดว่า เมื่อท่านไปประกอบอาชีพครู จะมีผลกระทบต่อท่านอย่างไรบ้าง

ตอบ  ผลกระทบที่จะตามมา คือ ถ้าหากไม่ได้ศึกษกฎหมายการศึกษาจะทำให้เราไปทำงานในจุดๆนั้นยากเพราะกฎหมายที่เราเรียนมาจะมาใช้ในทำงานทุกฝ่ายงานในโรงเรียน

อนุทินที่ 1


ประวัติส่วนตัว




                     ชื่อ : นางสาวคณิตศา  ศรีสุขใส  

                     ชื่อเล่น : ผึ้ง
    
                     กำลังเรียนอยู่  :  คณะครุศาสตร์  เอกคณิตศาสตร์  ชั้นปีที่  4
      
                     จบมัธยมศึกษาจาก : โรงเรียนทุ่งใหญ่วิทยาคม

                     ที่อยู่ : 173/3  หมู่ 4 ตำบลท่ายาง  อำเภอทุ่งใหญ่  จังหวัดนครศรีธรรมราช  80240

                     คติประจำใจ  :  รู้ตัวเองอยู่ว่าวันนี้ทำอะไรและผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร

อุดมการณ์ความเป็นครู

                      การเป็นครูเราต้องเป็นมาจากข้างในจิตใจของเราก่อน  เพราะถ้าใจเราไม่รักที่จะสอนนักเรียนให้เป็นคนดี  เป็นคนเก่ง ก็เหมือนการเป็นครูดีทั่วๆไป  แต่สำหรับข้าพเจ้าอยากจะเป็นครูดีในดวงใจที่คอยสั่งสอนนักเรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง โดยการใช้วิธี"ใจแลกใจ"เพื่อที่จะให้นักเรียนสนิทสนมกับครู  จากนั้นครูสามารถรู้ถึงลักษณะนิสัยของนักเรียนอย่างแท้จริง และจะได้ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดกับนักเรียน

เป้าหมายของนักศึกษา

เป้าหมายขณะเรียนจบปริญญาตรี  :  อยากจะสอบปัจจุบันให้ได้อย่างเร็วพลัน

เป้าหมายการศึกษาต่อ  :  เมื่อเรียนจบปริญญาตรีสามารถสอบปัจจุบันได้และมีงานทำที่มั่นคงจะเรียนต่อ                                               ในระดับป.โท  ทันทีที่มีโอกาส