วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
อนุทินที่ 3
1. ใครเป็นผู้ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก และมีเหตุผลอย่างไร และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา เป็นอย่างไร อธิบาย
ตอบ ผู้ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ รัชกาลที่ 7
เหตุที่ขอ คือ เห็นว่าราษฎรมีการศึกษาสูงขึ้น มีข้าราชการที่มีวุฒิการศึกษาสูง นำความรู้มาพัฒนาประเทศได้เพื่อที่จะก้าวหน้าไปสู่หลักสากลเทียบเทียมอารยประเทศ จึงเห็นควรให้ข้าราชการและประชาชนได้มีเสียงตามความเห็นดีเห็นชอบในการจรรโลงประเทศสยามให้วัฒนาการในภายภาคหน้า
ประเด็นเกี่ยวกับการศึกษา คือ ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ในตัวเอง เคหสถาน ทรัพย์สิน การพูด การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม การประชุมโดยเปิดเผย การตั้งสมาคม การอาชีพ
2. แนวนโยบายแห่งรัฐในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ของรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช
2492 ได้กำหนดอย่างไร อธิบาย
ตอบ หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
- ตามกฎหมายจะว่าด้วยการอบรมและไม่ขัดต่อกฎหมายการศึกษา ในความมเสมอภาคต่อบุคคลทีเข้ารับการศึกษา
หมวด 4 หน้าที่ของชนชาวไทย
- ตามกฎหมายจะว่าด้วยบุคคลต้องได้รับการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษา
หมวด 5 แนวนโยบายแห่งรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
- ตามกฎหมายจะว่าด้วยการศึกษาทำให้คนเป็นคนดีต่อสังคม
- การศึกษาจะเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องคอยดูแลช่วยเหลือ และสำหรับการศึกษาระดับอุดมศึกษาต้องกฎหมายตามข้อบัญญัติ
- การศึกษาในระดับประถมศึกษาจะไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ
3. เปรียบเทียบแนวนโยบายแห่งรัฐประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของรัฐธรรมนูญฯ
พุทธศักราช 2511 พุทธศักราช 2517 และ พุทธศักราช 2521 เหมือนหรือต่างกันอย่างไร อธิบาย
ตอบ แนวนโยบายแห่งรัฐประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของรัฐธรรมนูญฯพุทธศักราช 2511 พุทธศักราช 2517 และ พุทธศักราช 2521 มีทั้งที่เหมือนกันและแตกต่างกัน
- ปี พ.ศ. 2511 และ ปี พ.ศ.2517 ทั้งสองปี พ.ศ.มีความเหมือนกันในการศึกษาจะส่งเสริมการศึกษาในระดับอุดมศึกษา รัฐบาลจัดการให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมของตนเอง และการศึกษาระดับประถมศึกษาจะไม่เก็บค่าเล่าเรียน แต่ ปี พ.ศ.2521 การศึกษาระดับอุมศึกษาจะไม่เก็บค่าเล่าเรียน มีการฝึกอาชีพให้กับนักเรียนเพิ่มเติมอีกด้วย ส่วนระดับประถมไม่ได้พูดถึง
- ทั้ง 3 ปี พ.ศ.จะส่งเสริมในงานวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโลโลยี
- ปีพ.ศ.2521 ส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา แต่ ปี พ.ศ. 2511 และ ปี พ.ศ.2517 ไม่ได้พูดถึง
4. ประเด็นที่ 1 รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2475-2490 ประเด็นที่ 2 รัฐธรรมนูญฯพุทธศักราช 2592-2517 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเหมือนหรือต่างกันอย่างไร อธิบาย
ตอบ ประเด็นที่ 1 รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2475-2490 ประเด็นที่ 2 รัฐธรรมนูญฯพุทธศักราช 2492-2517 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาแตกต่างกัน เช่น
- ชื่อเรียก
ปีพุทธศักราช 2475-2490 ใช้ชื่อเรียก"รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม"
ปีพุทธศักราช2492-2517 ใช้ชื่อเรียก"รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย"
- การปกครอง
ปีพุทธศักราช 2475-2490 เป็นการปกครองจากสมบูรณาสิทธิราชที่มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีอานาจในการปกครองประเทศ และมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศเป็นระบอบประชาธิปไตย ที่มีคณะราษฎร์เป็นผู้มีอานาจในการปกครองประเทศ
ปีพุทธศักราช2492-2517 ไม่ได้พูดถึงการปกครอง
- ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ปีพุทธศักราช 2475-2490 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ พระยามโนปกรณนิติธาดา
ปีพุทธศักราช2492-2517 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ ศรีธรรมาธิเบศ ประธานวุฒิสภา
5. ประเด็นที่ 3 รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2521-2534 ประเด็นที่ 4 รัฐธรรมนูญฯพุทธศักราช 2540-2550 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเหมือนหรือต่างกันอย่างไร อธิบาย
ตอบ ประเด็นที่ 3 รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2521-2534 ประเด็นที่ 4 รัฐธรรมนูญฯพุทธศักราช 2540-2550 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเหมือนและต่างกัน
เหมือนกัน
- เป็นรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนชื่อมาใช้ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
ต่างกัน
- เหตุผล
ปีพุทธศักราช 2521-2534 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมาธิการทาหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ สามวาระ โดยยึดถือแนวทางอันเป็นปณิธานร่วมของปวงชนชาวไทย
ปีพุทธศักราช 2540-2550 ประเทศไทยได้มีรัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
- ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ปีพุทธศักราช 2521-2534 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลอากาศเอก หะรินหงสกุล ประธานสภา นิติแห่งชาติ
ปีพุทธศักราช 2540-2550 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา
6. เหตุใดรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจะต้องระบุในประเด็นที่รัฐจะต้องจัดการศึกษาอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง อธิบาย
ตอบ สาเหตุที่รัฐธรรมนูญต้องระบุในประเด็นการศึกษาอย่างเป็นธรรมและทั่วถึงก็เพราะรัฐธรรมนูญต้องการให้การศึกษาของไทยเป็นไปอย่างมีระบบ และต้องการให้มีการศึกษาที่สอดคล้องกันและมีการบังคับการศึกษาที่แน่นอนเพื่อให้หน่วยงานของรัฐรับผิดชอบในด้านต่างๆเกี่ยวกับการศึกษา นี่คือประเด็นที่รัฐธรรมนูญต้องจัดประเด็นการศึกษาอย่างเป็นทางการและมีทุกพุทธศักราชที่พูดเกี่ยวกับการศึกษา
7. เหตุใดรัฐจึงต้องกาหนด “บุคคลมีหน้าที่รับการศึกษาอบรมตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ” จงอธิบาย หากไม่ปฏิบัติจะเกิดอะไรขึ้น
ตอบ เหตุผลที่รัฐบาลต้องกำหนด บุคคลให้มีการศึกษา ก็เพราะ ต้องการให้คนมีการศึกษาพัฒนาตนเอง และต้องการให้มีความรู้เพื่อที่จะประกอบอาชีพและการทำงาน หากรัฐไม่กำหนดบุคคลให้มีการศึกษา ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือ ทำให้การศึกษาไทยตกต่ำและมีปัญหาในการทำงานหรือหน่วยงานต่างๆไม่ยอมรับบุคคลที่ขาดความรู้เข้าทำงานในสถานที่ต่างๆหรือพูดเป็นภาษาบ้านๆว่าทำให้คนโง่ หากรัฐไม่กำหนดให้บุคคลมีหน้าที่จะต้องศึกษา
8. การจัดการศึกษาที่เปิดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาหากเราพิจารณารัฐธรรมนูญมีฉบับใดบ้างที่ให้องค์กรส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วม และถ้าเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมมากขึ้นท่านคิดว่าเป็นอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ รัฐธรรมนูญฉบับ พุทธศักราช 2550 ที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และการที่เปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษานั้นถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด และทำให้การศึกษาครอบคลุมมากยิ่งขึ้นมีการกระจายอำนาจและความทั่วถึงของการศึกษาในทุกระดับของประเทศ และ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะเข้าใจสภาพปัญหาและเข้าถึงประชาชนในท้องถิ่นได้ง่ายกว่าและง่ายกว่า
9. เหตุใดการจัดการศึกษา รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคทั้งหญิงและชาย พัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และความเข็มแข็งของชุมชน สังเคราะห์ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพและผู้ด้อยโอกาส จงอธิบาย
ตอบ สำหรับสาเหตุที่รัฐจะต้องจัดการศึกษาให้คุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมการศึกษาให้เท่าเทียบกันก็เพราะว่า รัฐต้องการเห็นคนทุกประเภทมีความรู้ความสามารถในทุกระดับโดยไม่ตั้งข้อแบ่งแยกกัน และรัฐต้องสงเคราะห์คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพและผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึงตนเองได้
10. ผลการจัดการศึกษาที่ผ่านมาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ นับตั้งแต่ได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยขึ้นและมีการปรับปรุงแก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ได้มีวิวัฒนาการเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่เสรีภาพ การศึกษาอบรม ให้กับเด็กและเยาวชนให้เป็นผู้มีความสมบรูณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรมจริยธรรม โดยมีแนวทางในการจัดการศึกษา รัฐจะต้องจัดการศึกษาและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรมเช่นกัน และจัดการศึกษาภาคบังคับให้เข้ารับการศึกษาอบรมโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย สำหรับการศึกษาภาคบังคับ ต่อมาได้เพิ่มเติมจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า 12 ปี รัฐจะต้องจัดอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ พร้อมทั้งจัดให้มีกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ หรือเรียกชื่อว่า “พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติขึ้น” การจัดการศึกษาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลต่อการพัฒนาประเทศคือ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและทุกรูปแบบโดยให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงประชามติเห็นชอบในรัฐธรรมนูญ มีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปี อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ประชาชนได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น ทำให้ประชาชนมีความรู้ความสามารถมากขึ้น ปิดช่องว่างความแต่ต่างระหว่างบุคคล
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
อนุทินที่ 2
1. ท่านคิดว่าทำไมมนุษย์เราต้องมีกฎหมายหากไม่มีจะเป็นอย่างไร
ตอบ มนุุษย์เราจะอยู่รวมกันเป็นสังคม เมื่อมนุษย์มารวมกลุ่มกันจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง มีการทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย สาเหตุมาจากความไม่พึงพอใจ มีการแก่งแย่ง การแก้แค้นซึ่งกันและกัน ถ้ามีการใช้กาลังกันบ่อยเข้าสังคมมนุษย์จึงไม่อาจดำรงอยู่ได้จึงจำเป็นให้มีกฎหมายขึ้นมาเพื่อข้อบังคับใช้กับทุกคนที่อยู่ในประเทศ ถ้าหากประเทศต่างๆไม่มีกฏหมายเป็นข้อบังคับจะทำให้สังคมเหล่านั้นไม่เป็นระบบระเบียบเดียวเพราะทุกคนต่างมีความคิดที่แตกต่างกัน จึงจะทำให้เกิดความขัดแย้งกัน
2. ท่านคิดว่าสังคมปัจจุบันจะอยู่ได้หรือไม่หากไม่มีกฎหมายและจะเป็นอย่างไร
ตอบ สังคมปัจจุบันจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีกฏหมายเป็นข้อบังคับ เพราะจากประสบการณ์ตรงที่ผ่านมาจากสังคมที่บ้านและเหตุการณ์ในประเทศของเราจำเป็นต้องมีกฎหมายเป็นเป็นข้อบังคับในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะคนในโลกยุคปัจจุบันจะถือเอาความคิดของตัวเป็นตัวตั้ง จะไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เชื่อผู้อื่นโดยไม่คิดใครครวญให้ดี เห็นแก่เงินมากกว่าความถูกต้อง จึงทำให้สังคมเกิดการทะเลาะวิวาทกันมากในแต่ละวัน
3. ท่านมีความรู้ความเข้าเกี่ยวกับกฎหมายในประเด็นต่อไปนี้
ก. ความหมาย
กฎหมาย คือ คำสั่งหรือข้อบังคับที่เกิดจากรัฎ จากที่มีอำนาจสูงสุดของรัฐ เป็นข้อบังคับใช้กับคนทุกคนที่อยู่ในประเทศนั้น ๆ จะต้องปฏิบัติตามและมีสภาพบังคับที่มีการกาหนดบทลงโทษ
ข. ลักษณะหรือองค์ประกอบของกฎหมาย
1. เป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่เกิดจากบุคคลที่มีอำนาจสูงสุด
2. มีลักษณะเป็นคำสั่งข้อบังคับ ประกาศ หรือแถลงการณ์
3. ใช้บังคับกับคนทุกคนในประเทศอย่างเสมอภาค เพื่อให้ทุกคนเกรงกลัว
4. มีสภาพบังคับ ซึ่งบุคคลจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามฝ่าฝืนอาจถูกลงโทษหรือไม่ก็ได้ และสภาพบังคับในทางอาญา
ค. ที่มาของกฎหมาย
1. บทบัญญัติแห่งกฎหมาย เป็นกฎหมายลักษณ์อักษร
2. จารีตประเพณี เป็นแบบอย่างที่ประชาชนนิยมปฏิบัติตามกันมานาน
3. ศาสนา เป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติที่ดีของทุก ๆ ศาสนาสอนให้เป็นคนดี
4. คำพิพากษาของศาล
5. ความเห็นของนักนิติศาสตร์
ง. ประเภทของกฎหมาย
กฎหมายภายใน
1. กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
2. กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา และกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
3. กฎหมายสารบัญญัติ และกฎหมายวิธีสบัญญัติ
4. กฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน
กฎหมายภายนอก
1. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
2. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
3. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา
4. ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ว่า ทำไมทุกประเทศจำเป็นต้องมีกฎหมาย จงอธิบาย
ตอบ ณ ปัจจุบันทุกประเทศจำเป็นต้องมีกฏหมายเป็นข้องบังคับ เพราะประชาชนทุกคนในประเทศต่างมีความคิดที่แตกต่างกันไป ทุกคนมาจากคนละพ่อคนละแม่กันต้องมาอยู่รวมกันในสังคมเดียวกันจึงทำให้ประชานชนทุกคนต้องมีปากเสียงกันทุกอาชีพ สังคมส่วนใหญ่จะมีกฎในการอยู่ร่วมกันเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในการใช้ชีวิตในการทำงาน
5. สภาพบังคับในทางกฎหมายท่านมีความเข้าใจอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ สภาพบังคับในทางกฎหมาย คือ คำสั่งหรือข้อบังคับออกโดยผู้มีอำนาจสูงเพื่อให้ประชาชนปฎิบัติตามและเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่าสงบ
6. สภาพบังคับกฎหมายในอาญาและทางแพ่ง มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
ตอบ ความเหมือนของกฎหมายทางอาญาและทางแพ่ง คือ เป็นกฎหมายภายในและสามารถควบคู่กันไปก็ได้ เช่น กฎหมายที่ดิน สำหรับความต่าง คือ กฎหมายทางอาญาจะมีโทษการประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ หรือริบทรัพย์สิน ส่วนกฎหมายทางแพ่งเป็นการกำหนดให้เป็น โมฆะกรรมหรือโมฆียกรรม การบังคับให้ชำระหนี้ การให้ชดใช้ค่าเสียหาย
7. ระบบกฎหมายเป็นอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ มี 2 ระบบ
1. ระบบซีวิลลอร์ (Civil Law System) มีลักษณะเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และไม่ได้ตัดสินตามแนวคำพิพากษาของศาล ระบบกฎหมายจึงได้ยึดถือฝ่ายนิติบัญญัติเป็นบ่อเกิดหลักของกฎหมาย และระบบศาลมักจะใช้วิธีพิจารณาโดยระบบไต่สวน และศาลจะไม่ผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนๆ
2. ระบบคอมมอนลอว์ (Common Law System) เป็นกฎหมายซึ่งพัฒนาขึ้นโดยผู้พิพากษาผ่านทางการตัดสินคดีความของศาล และศาลชำนัญพิเศษอื่น ๆ มากกว่าผ่านทางพระราชบัญญัติของ
ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือการดำเนินการของฝ่ายบริหาร
8. ประเภทของกฎหมายมีหลักการแบ่งอย่างไรบ้าง มีกี่ประเภท แต่ละประเภทประกอบด้วยอะไรบ้าง ยกตัวอย่างอธิบาย
ตอบ แบ่งโดยแหล่งกำเนิด อาจแบ่งออกได้เป็นกฎหมายภายในและกฎหมายภายนอก ประเภทของกฎหมายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
กฎหมายภายใน
1. กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
1.1 กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมายต่าง ๆ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา
1.2 กฎหมายที่เป็นไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น จารีตประเพณี หลักกฎหมายทั่วไป
2. กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา และกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
2.1 กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา เช่น การประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ หรือริบทรัพย์สิน
2.2 กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง เช่น การกำหนดให้เป็น โมฆะกรรมหรือโมฆียกรรม การบังคับให้ชำระหนี้ การให้ชดใช้ค่าเสียหาย
3. กฎหมายสารบัญญัติ และกฎหมายวิธีสบัญญัติ
3.1 กฎหมายสารบัญญัติ เช่น ตัวบทกฎหมายในประมวลกฎหมายอาญาและในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิช
3.2 กฎหมายวิธีสบัญญัติ เช่น พระราชบัญญัติล้มละลาย
4. กฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน
4.1 กฎหมายมหาชน เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ กาหนดระเบียบแบบแผนการใช้อานาจอธิปไตย กาหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชน
4.2 กฎหมายเอกชน เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติบางฉบับ
กฎหมายภายนอก
1. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ สนธิสัญญา ข้อตกลงการค้าโลก
2. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดแย้งแห่งกฎหมาย
3. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา เช่น สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน
9. ท่านเข้าใจถึงคำว่าศักดิ์ของกฎหมายคืออะไร มีการแบ่งอย่างไร
ตอบ ศักดิ์ของกฎหมาย คือ เป็นการจัดลำดับการบังคับกฎหมายหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการอาศัยอำนาจขององค์กรที่ใช้อำนาจที่แตกต่างกัน แบ่งได้เป็น 7 ชั้น
1.รัฐธรรมนูญ
2.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
3. พระราชบัญญัติ
4.พระราชกำหนด
5.พระราชกฤษฎีกา
6.กฎกระทรวง
7.ข้อบังคับท้องถิ่น
2.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
3. พระราชบัญญัติ
4.พระราชกำหนด
5.พระราชกฤษฎีกา
6.กฎกระทรวง
7.ข้อบังคับท้องถิ่น
10. เหตุการณ์ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 มีเหตุการณ์ชุมนุมของประชาชน ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า และประชาชนได้ประกาศว่าจะมีการประชุมอย่างสงบ แต่ปรากฏว่า รัฐบาลประกาศเป็นเขตพื้นที่ห้ามชุมนุม และขัดขว้างไม่ให้ประชาชนชุมนุมอย่างสงบ ลงมือทำร้ายร่างกายประชาชน ในฐานะท่านเรียนวิชานี้ท่านจะอธิบายบอกเหตุผลว่า รัฐบาลกระทำผิดหรือถูก
ตอบ รัฐบาลทำถูกในกรณีที่ประกาศให้ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้าเป็นเขตพื้นที่ห้ามชุมนุม และเข้าไปขัดขวางไม่ให้ประชาชนชุมนุมอย่างสงบ เพราะกลัวว่าประชาชนจะมีการรบ ทำร้ายซึ่งกันและกัน รัฐบาลทำผิดในกรณีที่ไปลงมือทำร้ายร่างกายประชาชน เพราะการทำร้ายร่างกายมันไม่ดีเสมอไป เราควรที่จะใช้เหตุผลมาพูดกันจะดีกว่าการใช้กำลังในการเจรจา
11. ท่านมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ คำว่า กฎหมายการศึกษาอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ กฎหมายการศึกษา คือ บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับกฎหรือคำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐทีเกี่ยวข้องกับการศึกษาที่สถาบันหน่วยงานผู้มีอำนาจ ได้ตราขึ้นและมีผลบังคับใช้ 12. ในฐานะที่นักศึกษาจะต้องเรียนวิชานี้ ถ้าเราไม่ศึกษากฎหมายการศึกษาท่านคิดว่า เมื่อท่านไปประกอบอาชีพครู จะมีผลกระทบต่อท่านอย่างไรบ้าง
ตอบ กฎหมายการศึกษา คือ บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับกฎหรือคำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐทีเกี่ยวข้องกับการศึกษาที่สถาบันหน่วยงานผู้มีอำนาจ ได้ตราขึ้นและมีผลบังคับใช้ 12. ในฐานะที่นักศึกษาจะต้องเรียนวิชานี้ ถ้าเราไม่ศึกษากฎหมายการศึกษาท่านคิดว่า เมื่อท่านไปประกอบอาชีพครู จะมีผลกระทบต่อท่านอย่างไรบ้าง
ตอบ ผลกระทบที่จะตามมา คือ ถ้าหากไม่ได้ศึกษกฎหมายการศึกษาจะทำให้เราไปทำงานในจุดๆนั้นยากเพราะกฎหมายที่เราเรียนมาจะมาใช้ในทำงานทุกฝ่ายงานในโรงเรียน
อนุทินที่ 1
ประวัติส่วนตัว
ชื่อ : นางสาวคณิตศา ศรีสุขใส
ชื่อเล่น : ผึ้ง
กำลังเรียนอยู่ : คณะครุศาสตร์ เอกคณิตศาสตร์ ชั้นปีที่ 4
จบมัธยมศึกษาจาก : โรงเรียนทุ่งใหญ่วิทยาคม
ที่อยู่ : 173/3 หมู่ 4 ตำบลท่ายาง อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช 80240
คติประจำใจ : รู้ตัวเองอยู่ว่าวันนี้ทำอะไรและผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
อุดมการณ์ความเป็นครู
การเป็นครูเราต้องเป็นมาจากข้างในจิตใจของเราก่อน เพราะถ้าใจเราไม่รักที่จะสอนนักเรียนให้เป็นคนดี เป็นคนเก่ง ก็เหมือนการเป็นครูดีทั่วๆไป แต่สำหรับข้าพเจ้าอยากจะเป็นครูดีในดวงใจที่คอยสั่งสอนนักเรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง โดยการใช้วิธี"ใจแลกใจ"เพื่อที่จะให้นักเรียนสนิทสนมกับครู จากนั้นครูสามารถรู้ถึงลักษณะนิสัยของนักเรียนอย่างแท้จริง และจะได้ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดกับนักเรียน
เป้าหมายของนักศึกษา
เป้าหมายขณะเรียนจบปริญญาตรี : อยากจะสอบปัจจุบันให้ได้อย่างเร็วพลัน
เป้าหมายการศึกษาต่อ : เมื่อเรียนจบปริญญาตรีสามารถสอบปัจจุบันได้และมีงานทำที่มั่นคงจะเรียนต่อ ในระดับป.โท ทันทีที่มีโอกาส
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
